ถ้าย้อนเวลากลับไปในยุคที่สมาร์ตโฟนยังไม่ได้มีหน้าตาเหมือนกันไปหมด ชื่อของ i-mobile (ไอ-โมบาย) น่าจะเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่คนไทยจำนวนไม่น้อยคุ้นเคย
บางคนอาจจำได้จากมือถือจอสีเครื่องแรก บางคนเคยใช้เปิดเพลง ถ่ายรูป หรือดูทีวีระหว่างเดินทาง และสำหรับหลายคน i-mobile อาจเป็นโทรศัพท์เครื่องแรกที่ซื้อด้วยเงินเก็บของตัวเอง
ที่น่าสนใจก็คือ นี่ไม่ใช่แบรนด์มือถือจากญี่ปุ่น เกาหลี หรือยุโรป แต่เป็น แบรนด์โทรศัพท์มือถือของไทย ที่ครั้งหนึ่งเคยขึ้นไปยืนอยู่แถวหน้าของตลาดมือถือบ้านเราได้จริง ๆ
จากผู้จัดจำหน่ายมือถือ สู่การสร้างแบรนด์ของคนไทย
เรื่องราวของ i-mobile มีจุดเริ่มต้นจากธุรกิจในเครือ สามารถ คอร์ปอเรชั่น (Samart Corporation) ซึ่งมีประสบการณ์ในธุรกิจโทรคมนาคมและการจัดจำหน่ายโทรศัพท์มือถือมาก่อน
ก่อนที่จะมีโทรศัพท์ชื่อ i-mobile บริษัทเคยมีประสบการณ์กับมือถือจากหลายแบรนด์ ทำให้เข้าใจพฤติกรรมของผู้ใช้ชาวไทยค่อนข้างดี กระทั่งในปี พ.ศ. 2547 (2004) จึงเริ่มนำโทรศัพท์ภายใต้แบรนด์ i-mobile ของตัวเองออกสู่ตลาดอย่างจริงจัง
มือถือเฮาส์แบรนด์รุ่นแรกของ i-mobile ถูกนำเสนอในรูปแบบ VDO Phone และสามารถขายได้ถึงประมาณ 100,000 เครื่องภายใน 6 เดือน ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ไม่ธรรมดาสำหรับแบรนด์มือถือไทยในยุคที่ตลาดเต็มไปด้วยชื่อระดับโลก
จุดเด่นคือ “ฟังก์ชันคุ้มราคา”
สิ่งหนึ่งที่ทำให้ i-mobile แตกต่างจากมือถือหลายแบรนด์ในยุคนั้น คือการเข้าใจว่าผู้บริโภคชาวไทยต้องการอะไร
แทนที่จะพยายามขายภาพความเป็นมือถือระดับพรีเมียมเพียงอย่างเดียว i-mobile เลือกแข่งขันด้วยแนวคิดง่าย ๆ คือ ให้ฟังก์ชันเยอะในราคาที่คนทั่วไปจับต้องได้
ในช่วงแรก บริษัทพยายามใส่ฟังก์ชันใหม่ ๆ และทำตลาดกับวัยรุ่นรวมถึงกลุ่มคนที่ชอบเทคโนโลยี โดยวางภาพของแบรนด์ให้เป็นมือถือที่สนุกและทำอะไรได้หลายอย่าง
นี่จึงเป็นยุคที่เรามักเห็นมือถือ i-mobile มากับจอสี กล้องถ่ายรูป เครื่องเล่นเพลง และความสามารถด้านมัลติมีเดียต่าง ๆ ในราคาที่ไม่จำเป็นต้องจ่ายแพงเท่ามือถือเรือธงจากต่างประเทศ
ในเวลาต่อมา i-mobile ยังมีโทรศัพท์และสมาร์ตโฟนที่ชูความสามารถอย่างการรับชม Digital TV รวมถึงตระกูลสมาร์ตโฟน IQ และ i-Style ซึ่งมีตั้งแต่รุ่นราคาไม่กี่พันบาทไปจนถึงรุ่นสเปกสูงขึ้นสำหรับคนที่ต้องการสมาร์ตโฟนแบบจริงจัง
เคยขึ้นเป็นมือถืออันดับ 2 ของประเทศไทย
ความสำเร็จของ i-mobile ไม่ได้มีเพียงภาพจำเท่านั้น เพราะในช่วงรุ่งเรือง แบรนด์สามารถสร้างส่วนแบ่งตลาดได้ในระดับที่น่าสนใจมาก
ข้อมูลของกลุ่มสามารถระบุว่า ในปี 2548 i-mobile มีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 15% ก่อนขยับขึ้นมาเป็นแบรนด์อันดับ 2 ด้วยส่วนแบ่งประมาณ 22% ในปี 2549 และประมาณ 28% ในปี 2550
สื่อการตลาดในเวลานั้นยังเคยรายงานว่า i-mobile สามารถขึ้นมามีส่วนแบ่งตลาดระดับประมาณ 30% และอยู่เป็นอันดับ 2 รองจาก Nokia ซึ่งเป็นเจ้าตลาดรายใหญ่ของยุคนั้น
ลองนึกภาพดูว่า ในช่วงที่ชื่ออย่าง Nokia, Samsung, Sony Ericsson และ Motorola แข่งขันกันอย่างหนัก มีมือถือแบรนด์ไทยแบรนด์หนึ่งสามารถขึ้นไปยืนอยู่ใกล้ ๆ กับยักษ์ใหญ่เหล่านั้นได้
สำหรับวงการโทรศัพท์มือถือไทย นี่ถือเป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำไม่น้อย
เดินเข้าร้านมือถือเมื่อก่อน ต้องเคยเห็น i-mobile
อีกหนึ่งอาวุธสำคัญของ i-mobile คือ ช่องทางการจัดจำหน่าย
แบรนด์มีทั้งร้านของตัวเอง ตัวแทนจำหน่าย ร้านมือถือ และช่องทางค้าปลีกกระจายอยู่ทั่วประเทศ ทำให้ไม่ว่าจะอยู่กรุงเทพฯ หรือต่างจังหวัด ผู้บริโภคก็สามารถพบเห็นและซื้อโทรศัพท์ i-mobile ได้ค่อนข้างง่าย
เอกสารของบริษัทในปี 2557 ระบุว่ามีจุดจำหน่ายมากกว่า 10,000 จุดทั่วประเทศ และในช่วงนั้นยอดจำหน่ายโทรศัพท์ i-mobile อยู่ในระดับมากกว่า 4 ล้านเครื่องต่อปี
จึงไม่แปลกที่คนไทยซึ่งเติบโตมาในช่วงยุค 2000 ถึงต้นยุค 2010 จะเคยเห็นมือถือโลโก้ i-mobile ผ่านตากันแทบทุกคน
แล้วทำไม i-mobile ถึงค่อย ๆ หายไป?
โลกของโทรศัพท์มือถือเปลี่ยนเร็วมาก
เมื่อสมาร์ตโฟนเริ่มกลายเป็นตลาดหลัก การแข่งขันไม่ได้มีเพียงเรื่องราคาและจำนวนฟังก์ชันอีกต่อไป แต่เปลี่ยนเป็นการแข่งขันทั้งด้านระบบปฏิบัติการ แอปพลิเคชัน กล้อง ดีไซน์ แบรนด์ และ ecosystem
ขณะเดียวกัน คู่แข่งระดับโลกอย่าง Samsung ก็เริ่มลงมาแข่งขันในมือถือหลายระดับราคา ขณะที่แบรนด์ราคาประหยัดรายใหม่เพิ่มจำนวนขึ้น ทำให้พื้นที่ตลาดที่เคยเป็นจุดแข็งของ i-mobile ถูกบีบมากขึ้นเรื่อย ๆ
Positioning เคยรายงานว่า หลังจากช่วงที่ i-mobile มีส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 30% การแข่งขันที่รุนแรงขึ้นทำให้ส่วนแบ่งลดลงมาอยู่ในระดับ 20% ต้น ๆ ในช่วงปี 2553
หลังจากนั้นบริษัทก็ค่อย ๆ เปลี่ยนทิศทางธุรกิจ กระทั่งในวันที่ 12 ตุลาคม 2560 บริษัท สามารถ ไอ-โมบาย จำกัด (มหาชน) เปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท สามารถ ดิจิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ Samart Digital โดยธุรกิจในเวลาต่อมาหันไปเน้นด้านโครงข่ายและบริการดิจิทัลมากขึ้น
i-mobile อาจหายจากตลาดมือถือ แต่ไม่ได้หายจากความทรงจำ
วันนี้เราอาจไม่ได้เห็นโทรศัพท์ i-mobile รุ่นใหม่วางเรียงอยู่ตามตู้มือถือเหมือนเมื่อก่อนแล้ว แต่ถ้าพูดถึงมือถือไทยในยุคที่โทรศัพท์ปุ่มกดกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สมาร์ตโฟน ชื่อของ i-mobile ก็ยังเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ยากจะมองข้าม
จากแบรนด์ไทยที่ต้องแข่งขันกับชื่อระดับโลก จนสามารถขึ้นมาเป็นหนึ่งในมือถือที่ขายดีที่สุดในประเทศ มีจุดจำหน่ายทั่วไทย และเคยขายโทรศัพท์ได้ปีละหลายล้านเครื่อง
i-mobile จึงไม่ได้เป็นเพียงโทรศัพท์ราคาคุ้มค่าในวันวาน แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์วงการมือถือไทย
และสำหรับใครที่เคยถือ i-mobile อยู่ในมือ เมื่อเห็นชื่อแบรนด์นี้อีกครั้ง ก็น่าจะมีภาพความทรงจำบางอย่างย้อนกลับมาเสมอ
ไม่ว่าจะเป็นเสียงเรียกเข้า เพลง MP3 ภาพจากกล้องมือถือที่ความละเอียดอาจไม่ได้สูงนัก หรือช่วงเวลาที่เราเพิ่งค้นพบว่า…
“โทรศัพท์เครื่องเล็ก ๆ เครื่องหนึ่ง ทำอะไรได้ตั้งเยอะขนาดนี้เลยหรือ?”















Leave a Reply